Equivalential ([info]equivalent_t) wrote,
@ 2009-05-26 02:34:00
Previous Entry  Add to memories!  Tell a Friend  Next Entry
พอดีตอนนั่งแก้บารามอสเกิดไม่แน่ใจขึ้นมาว่าฟีลของเนื้อเรื่องเป็นยังไงแน่ (มันนานแล้วนี่) เลยไปขุดฟิคเก่า ๆ ที่เคยเขียนค้างไว้มาอ่านเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำ อ่านแล้วรู้สึกขำ ๆ ดีค่ะ เลยว่าจะเอาบางส่วนมาโปะไว้สักหน่อย เผื่อพี่กบมีเวลาว่างมาอ่าน ปกติไอ้การโพสต์ plot bunny กับของค้างคานี่มันค่อนข้างไร้สาระอยู่ก็จริง แต่มันก็นะ บางทีคนเราก็เป็นพวกชอบโชว์? (เฮ้ย) ถ้าไม่ว่างก็ไม่ต้องเข้ามานะค้า อย่างที่บอก โพสต์นี้มันโพสต์สนองตัณหาของข้าพเจ้าเอง



ซีรีย์ส์ตัวประกอบ - ตัวละครหลัก โร,ซีบิล,ครี้ด เซ็ทที่โดนคัดทิ้งเร็วที่สุดด้วยเหตุผลว่าเขียนตัวละครกว่าครึ่งไม่ออก (อย่างนิกส์นี่จะเขียนยังไงล่ะ) แต่ไอเดียหลักก็คือ...จริง ๆ แล้วข้าน้อยคิดว่าเรื่องนี่ตัวประกอบมันมีเสน่ห์ดีทีเดียว ประมาณว่าน่าเสียดายเลยล่ะที่พวกนี้จะกลายเป็นผู้ถูกลืมในฟิคส่วนใหญ่ ดู ๆ จากตำแหน่งหน้าที่การงานแล้วก็น่าจะทำพล็อต "การผจญภัยและมิตรภาพเคล้าเลือดน้ำตาที่พวกเฟรินไม่รู้เรื่องด้วย" ได้ดีแท้ ๆ เลยนะ

สินค้าตัวอย่าง :

ห้องที่สองงั้นหรือ

โร เซวาเรสคิดอย่างรู้สึกหลุดความคาดหมายขณะหอบของขึ้นบันได จากข้อมูลที่เขาได้จากสายของท่านทวด คนที่น่าจะเข้าข่ายมากที่สุดของชั้นปีนี้นอกจากเขาแล้วก็น่าจะมีแค่เจ้าชายคาโลกับใครสักคนจากซาเรสที่คนสืบหาข้อมูลไม่ทัน แม้เขาจะเหมาเอาเองว่าน่าจะเป็นเจ้าชายอาชูร่า ผลที่ออกมาก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายไปมากมายอะไร นอกนั้น นอกจากเขาแล้ว ก็ไม่น่าจะมีใคร... ทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะมีใคร...

เฟริน เดอโบโรว์

แปลก ทั้ง ๆ ที่เขาจำชื่อของ 'คนน่าสนใจ' ในชั้นปีนี้ได้ทุกคนตั้งแต่ก่อนมาสมัครแท้ ๆ แต่เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้แม้แต่สักครั้งเดียว จริงอยู่ว่าเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ เขาเองก็รู้ซึ้งดีถึงความน่ากลัวของม้ามืด จริงอยู่ว่าหมอนั่นเป็น "คนน่าสนใจ" อีกแบบที่หาได้ยาก แต่ว่าสำหรับตำแหน่งสำคัญอย่างหัวหน้าชั้นปีน่ะหรือ? หรือว่าท่านทวดกำลังทดสอบเขาไม่ให้ยึดติดกับข้อมูลที่ได้รับฟังมาจนเกินไป?

เด็กหนุ่มส่ายหัวพรึ่บ ประตูห้องอยู่ตรงหน้า เพื่อนร่วมห้องสองคนยืนอยู่ข้างหลัง นี่ไม่ใช่เวลาจะมานั่งคิดเรื่องไร้สาระ เขาเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู (เป็นงานหนักเอาการเมื่อคิดถึงน้ำหนักของสัมภาระขอทานมหัศจรรย์ที่ท่านทวดอุตส่าห์ใช้ม้าเร็วเอามาส่งให้) พร้อมหันไปส่งยิ้มให้ว่าที่รูมเมททั้งสองด้วยมาดของผู้ชนะการประกวดชายงาม

"ถ้าห้องน่าอยู่ก็คงจะดีนะ"

"น่าจะเป็นแบบนั้นนะครับ หอพักของโรงเรียนพระราชาเอดินเบิร์กน่าจะดีเอาการทีเดียว" เด็กหนุ่มผมสั้นสีน้ำตาลในชุดเครื่องแบบชนิดของนักบวชตอบ ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าเขาจะชื่อซีบิล จากบารามอส ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือตระกูลสเวนมีของให้ลูกชายแบกเยอะกว่าราชวงศ์คาราคัสเสียอีก รวมทั้งอีกเรื่องที่คือ...ท่าทางของนายคนนี้ไม่น่ามาอยู่ป้อมอัศวินได้เลย มิน่า ถึงหลุดโผของท่านทวดไปได้

ส่วนรูมเมทคนผมยาวกว่าของเขากลับผิวปากหวือ ฉีกยิ้มเกือบถึงหู "น่าอยู่ไม่น่าอยู่มันก็ไม่เกี่ยวไม่ใช่เรอะ ถ้ามันแย่เราค่อยไปท้าประลองกับพวกหัวหน้าชั้นปีก็สิ้นเรื่อง"

"ก็จริงของนาย" โรหัวเราะพลางเปิดประตูออก ครี้ด ธันเดอร์ เดอะวอริเออร์ ออฟ ไนล์ นายตาเดียวคนนี้ก็ดูจะไม่เลวร้ายอะไรนัก เขาไม่ถนัดคนเสียงดังแบบนี้ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ไม่ชอบ

เมื่อทั้งสามคนปิดประตูห้องตามหลังไปแล้ว โรก็พบความจริงข้อหนึ่งว่า สงครามการจองเตียงอันเลื่องลือของป้อมอัศวินนั้นดูท่าทางจะใส่สีตีใข่ไปมากกว่าที่คิ

"ผมขอทางขวาได้ไหมครับ ติดกับทิศตะวันออก เวลาสวดมนตร์เช้าจะได้ไม่รบกวนคนอื่น" นักบวชแห่งบารามอสขอร้องด้วยใบหน้าเหมือนลูกหมาถูกทิ้ง แน่นอนว่าไม่มีใครคิดปฎิเสธ

"ฉันเอาตรงกลางละกัน เข้าห้องมาเจอเตียงเลย ง่ายดี" นักรบแห่งไนล์แจกแจงด้วยเหตุผล พร้อมทั้งหิ้วกระเป๋าเข้าไปวางจองอย่างไม่ฟังอีร้าค่าอีรม

ทิ้งให้ขอทานแห่งทริสทอร์ยืนทำตาปริบ ๆ อยู่หน้าประตูด้วยอาการหลุดความคาดหมายคำรบสอง ก่อนจะลากกระเป๋ามหาสมบัติของตัวเองไปวางหน้าตู้เสื้อผ้าที่ปลายเตียง (ที่โดนมัดมือชกให้เป็น) ของตัวเอง นักบวชสเวนเองก็กำลังลากกระเป๋ามาจัดที่ตู้ข้าง ๆ เช่นกันขณะที่นายครี้ด ธันเดอร์นอนตีพุงอยู่บนเตียงกลาง สายตามองเด็กเจ้าระเบียบทั้งสองอย่าเก็บประกายขำไม่มิด

ท่านทวดครับ ท่านพ่อครับ ไหนล่ะครับสงครามแย่งเตียงที่เต็มไปด้วยเลือดและน้ำตาที่ท่านเคยเล่าให้ผมฟัง หรือว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นการทดสอบเหมือนกัน หรือว่าจริง ๆ แล้วทั้งหมดเป็นแผนของสองคนนี่ เป็นความคิดของเด็กหนุ่มขณะหาที่วางให้ขันน้ำ สบู่สำรอง กางเกงใน ของที่ระลึก และอื่น ๆ อีกจิปาถะ เขาแยกอุปกรณ์การเรียนไว้ต่างหากสำหรับวางที่โต๊ะ แต่มันก็ยังเยอะอยู่ดี การจัดของมาราธอนดำเนินไปประมาณยี่สิบนาทีได้ก่อนที่นักบวชกับขอทานจะปิดประตูตู้โครมแทบจะพร้อม ๆ กัน ซีบิลเดินกลับไปนั่งที่เตียง ส่วนโรเลือกนั่งที่โต๊ะตัวกลาง

"เรายังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยนะครับ" เด็กหนุ่มหน้าหวานเริ่มอย่างคนมีมารยาทงาม เมื่อเห็นว่ารูมเมททุกคนในห้องเข้าที่กันดีแล้ว "ซีบิล สเวนครับ อย่างที่คงได้ยินแล้วตอนรุ่นพี่เรียก ครอบครัวเป็นนักบวชอยู่ที่บารามอสครับ จากนี้ไปต้องขอฝากตัวด้วย"

"โร เซวาเรส ขอทานจากทริสทอร์ มาเรียนที่นี่เพื่อเปลี่ยนอาชีพ" เขาต่อ ยิ้มนิด ๆ ...ว่าไปแล้วก็ไม่ได้โกหก "ยินดีที่ได้รู้จัก"

"ครี้ด ธันเดอร์ จากไนล์" นายตาเดียวยังคงฉีกยิ้มกว้าง ทำให้รู้สึกว่านี่คงเป็นแบบฉบับของเขา "ขอทานเรอะ นายไปได้เงินค่าเล่าเรียนมาจากไหนกัน อย่าบอกนะว่าเงินขอทานน่ะพอ"

"เงินค่าสมัครน่ะเยอะก็จริง แต่นายก็ไม่ควรเข้าใจผิดเรื่องกลยุทธ์ทางธุรกิจของอาชีพฉัน" โรตอบหน้าตาย " ถ้านายไปเมืองใหญ่ ๆ อย่างเวนอล มั่นใจได้เลยว่าขอทานหลายคนในนั้นจะมีเงินใช้วันต่อวันมากกว่าชาวนาสักคนหลายเท่า โดยเฉพาะถ้าขอทานคนนั้นมีความสามารถทางการปลอมแปลงหน้าตาให้โทรมหนัก ๆ กว่าเดิมหรือมีทำเลทองใกล้ ๆ กับวัด อาจได้เงินวันหนึ่งหลายร้อยคราวน์ก็ได้"

"หือ" ครี้ดเลิกคิ้ว หน้าตาสนุกเต็มที่ในขณะที่ซีบิลตาโตเท่าไข่เป็ดจากแรงช็อก "ถ้าขอทานมันเงินดีขนาดนั้นแล้ว นายยังจะมาเปลี่ยนอาชีพทำไมอีก"

"รู้อะไรรู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล" โรย้อนด้วยบทกลอนจากวรรณคดีโบราณของฟรานซ์ "ฉันไม่ได้เชี่ยวชาญในอาชีพนักหนานี่ ถ้าไม่ชำนาญ ไปทำอย่างอื่นซะไม่ดีกว่ารึ แล้วในเอเดนนี่จะมีโรงเรียนสายอาชีพที่ไหนดีกว่าโรงเรียนพระราชาแห่งเอดินเบิร์ก"

เซ็ทกิลดิเรก - เรื่องของสมดุลอำนาจกับความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างราชวงศ์กับศาสนจักรในกิลดิเรก ประเทศไหนที่ศาสนายุ่งกัยการเมืองมาก ๆ นี่เห็นมีปัญหาทุกที แล้วไอ้ประเทศนี้มันก็มีเรื่องน่าสนใจเรื่องพรมแดนกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและวัฒนธรรมที่เหมือนจะขัดแย้งกันหลาย ๆ อย่าง คดีฆาตกรรมต่อเนื่องของบรรดาบิชอปหนุ่มสาว แถมเรื่องการคุ้มครองสัตว์สงวน(มังกรดอกไม้)เป็นพล็อตรอง กัสเป็นพระเอกก็จริงแต่ถ้านับจากบทที่คิดว่าจะแจกแล้วโคลว์เด่นที่สุดนะ? (ตัวละครที่กะว่าจะใช้ กัส โคลว์ เอ็ดเวิร์ด มาทิลด้า ตัวละครนักบวชอื่น ๆ ประกอบ) เป็นอะไรที่เขียน snippet ไว้เยอะจัดเพราะพล็อตมันวุ่นวาย

สินค้าตัวอย่าง :

บรรยากาศในเกวียนเริ่มกร่อยสนิทภายในสิบสามนาทีแรกของการเดินทาง แม้รายทางข้างถนนจะเต็มไปด้วยดอกไม้หลายสีสันที่หลับไหลอยู่ใต้หิมะมานานหลายเดือน แต่ผู้โดยสารทั้งสามของเกวียนไม้เล็ก ๆ นั้นก็ดูจะไม่รื่นรมย์กับบรรยากาศงดงามรอบตัวแม้แต่น้อย ในจำนวนนั้น เด็กหนุ่มร่างท้วมค่อนไปทางอ้วนในชุดของนักบวชชั้นบิชอปเหลือบมองคนสองคนที่เหลือแล้วก็ได้แต่สวดภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้าว่ามันไม่ใช่ความผิดของเขา

โคลว์ อาร์มสตรองหันหน้าไปมองทางซ้าย รู้สึกเหมือนจะร้องไห้เต็มทน ที่หน้าต่างซ้ายมือของเกวียนสุดแคบ (สำหรับเขา) มีร่างผอมบางของเพื่อนร่วมสถาบันชาติ ศาสนา และหอพักโรงเรียนกินนอนคนหนึ่งนั่งอยู่ ผมเปียสีเงินยาวลุ่ย ๆ ออกเหมือนเจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจ เด็กหนุ่มดูสงบราวกับกำลังทำพิธีศีลจุ่มอยู่ในโบสถ์ หากแต่ใครหน้าไหนก็สามารถจับบรรยากาศบูด ๆ ที่แผ่ออกมารอบ ๆ ราวกับออร่าศักดิ์สิทธิ์ได้ทั้งนั้น แน่นอนว่าความบูดทั้งหมดมีเป้าหมายมุ่งที่เขา

ก็เขาไม่เคยคุยกับกัสนี่ แต่จะไม่พูดอะไรเลยก็เหมือนจะอึดอัดเกินไป ก็เลยแค่ถามว่าจะให้เขาช่วยแก้เปียให้ใหม่หรือเปล่าเท่านั้นเอง

ไม่เห็นต้องโกรธขนาดนั้นเลย

คิดได้ดังนั้นแล้วตาของผู้มีศักดิ์ทางศาสนาสูงกว่าก็เริ่มรื้น ๆ ขึ้นด้วยความรู้สึกอัดอั้นตันใจเป็นที่สุด เบือนหน้าหนีจากเพื่อนเจ้าของตำแหน่งสิบสองผู้พิทักษ์ป้อมแล้วหันไปทางขวาแทน

เอ็ดเวิร์ด ลอเรนโซ่ อีกหนึ่งนักบวชหนุ่มร่วมป้อมและร่วมชาติของเขากำลังหันไปชมวิวนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าไม่แยแสเหมือนกับเขาไม่ได้อยู่ตรงนี้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนจะขึ้นเกวียนก็ยังคุยสัพเพเหระกันดี ๆ อยู่เลย ทำไมกันล่ะ ทำไม เรื่องผมเปียของกัสนี่เป็นเรื่องต้องห้ามขนาดนั้นเลยหรือ แม้กระทั่งเอ็ดเวิร์ดก็ยังทำตัวห่างเหินกับเขาไปด้วย จริงอยู่ว่าเขาไม่ค่อยได้คุยกับทั้งสองคนเท่าไหร่ ทั้งปกติเวลาไปโรงเรียนก็ไม่ได้ไปในขบวนเดียวกัน แต่เขาคนเดียวหรือที่คิดว่าทุกคนในป้อมเป็นเพื่อน

อยากกินซาละเปาดับทุกข์จัง

บิชอปแห่งกิลดิเรกได้แต่คิดคร่ำครวญในขณะที่เกวียนเดินทางยังคงมุ่งหน้าไปตามเส้นทางขรุขระ ถนนสายที่เขาไม่คุ้นและไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในโลก เขาไม่รู้ว่าทำไมกัสกับเอ็ดเวิร์ดถึงเลือกใช้ถนนสายแยกออกจากสายหลักที่แสนจะสบาย แต่เขาอยากไปให้ถึงเอดินเบิร์กที่นี่เดี๋ยวนี้เลย ไม่อยากอยู่ในรถอึดอัดคันนี้อีกต่อไป ใจจริงแล้วเขาไม่ได้กะว่าจะเดินทางไปพร้อมกับเพื่อนทั้งสองคนเลยสักนิดด้วยซ้ำ...ตามปกติแล้วนักบวชชั้นบิชอปขึ้นไปจะมีเกวียนจากศาสนจักรคอยไปรับไปส่งให้เวลาเดินทางและทุกทีเขาก็ใช้บริการเกวียนนี้แหละ มีวันนี้เองที่เกวียนเกิดไม่มาตามนัด ทำให้เขาต้องหาหนทางอื่นออกเดินทางให้ได้ภายในวันนั้น ระยะทางจากกิลดิเรกไปเอดินเบิร์กนั้นไกลมาก ออกเดินทางช้าไปสักวันอาจไปสายสักอาทิตย์ก็ได้

ตอนแรก เขาดีใจแทบตายที่บังเอิญไปเจอกัสกับเอ็ดเวิร์ดเข้า นอกจากจะได้รอดพ้นจากวิกฤติแล้วยังมีเค้าว่าจะเป็นการเดินทางที่สนุกอย่างคาดไม่ถึงอีกต่างหาก ก็เกวียนของศาสนจักรน่ะสบายก็จริงแต่ทุกคนในนั้นก็ทำตัวห่างเหินจะเป็นจะตาย เดินทางกับเพื่อนน่าจะดีกว่ากันเยอะ โคลว์ไม่เคยมีเพื่อนนอกหมู่บ้าน เขาไม่เคยได้ไปไหนกับใครยกเว้นครอบครัวตอนที่ออกเดินทางไปเมืองหลวง เคยแต่ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางอันสนุกสนานมากมาย ทั้งตอนที่ทุกคนไปที่สกอร์ปิโอกันก็มีเขาที่ถูกศาสนจักรตามตัวจนไม่ได้ไปไหนเลย

อุตส่าห์ตื่นเต้นมากมาย แล้วนี่มันอะไรกัน เขาอาจจะทำให้ทั้งสองคนตกใจที่อยู่ ๆ ก็มาขอติดเกวียนไปด้วย แต่ก็ไม่เห็นต้องห่างเหินเลยนี่นา

บิชอปตัวป้อมก้มลงมองพื้นอย่างเศร้าสลด

กว่าโคลว์ผู้น่าสงสารจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเอ็ดเวิร์ดกำลังกลั้นหัวเราะด้วยแรงเฮือกสุดท้ายของคนเจียนตาย ส่วนกัสก็กำลังพยายามเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับเพื่อนสนิทสุดชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงการฟาดปาก ก็หลังจากนั้นอีกหลายวัน

****

ตั้งแต่จำความได้ ทุกครั้งที่มีคนถามว่าอนาคตอยากเป็นอะไร เขาจะตอบเสมอว่า "นักดาบลือนาม ผู้ไร้พ่ายทุกสารทิศ"

ตั้งแต่จำความได้ ช่วงเช้าของทุกวันจะประกอบไปด้วยซุปข้าวโอ๊ตข้น ใส่ผักกับนมตามที่เงินจะพอหาได้ ต่อด้วยการฝึกรอบเช้ากับครูดาบในหมู่บ้าน บางวัน น้องของเขาก็จะออกมาส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างสนามซ้อม ตอนเย็น มักเป็นเรื่องของการทำแผลเป็นส่วนใหญ่ เด็กวัยขนาดเขามักเป็นแผลเต็มตัวกลับมาทุกวันก็จริง แต่เขาก็จำได้ว่าท่านแม่เคยบ่นอยู่เสมอ บ่นว่ามีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้แผลช้ำแผลใหญ่ติดตัวมาทุกวัน จนบางทีต้องร้อนถึงท่านยายต้องมาช่วยใช้เวทย์รักษาให้

เป็นเวลาสิบสองปีที่เอ็ดเวิร์ด ลอเรนโซ่ สาบานตนให้แก่วิถีแห่งดาบ

ปีที่สิบสาม เช้าที่แตกต่างออกไป เช้านี้ยังเป็นเช้าที่สดใส ฤดูกาลที่สวยที่สุดของปี ในช่วงเดือนนี้ของทุกปีเด็กในหมู่บ้านของเขาจะออกไปเดินป่ากันเป็นกลุ่ม ๆ คอยเก็บเกล็ดของมังกรดอกไม้ที่สลัดทิ้ง หรือหลุดออกมาจากการต่อสู้แย่งอาณาเขต แต่ปีนี้มีสองอย่างที่ไม่เหมือนเดิม

อย่างแรก เอ็ดเวิร์ดไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปแล้ว อย่างที่สอง เขาไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านที่เขาเกิดมา

เด็กหนุ่มตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่แจ้งดี เสียงระฆังโบสถ์ดังหง่างเหง่ง หนวกหูพอที่จะปลุกได้แม้กระทั่งคนขี้เซาที่สุดในโลก เขายกมือขยี้ตาน้อย ๆ พลางคลำหาแว่นที่หัวเตียงด้วยมืออีกข้างหนึ่ง อากาศเย็นเฉียบของยามเช้าทำให้ไม่อยากลุกจากเตียงเป็นที่สุด แต่จะทำยังไงได้ เขายื่นมือออกไปคว้าผ้าที่แขวนไว้ข้างผนังทันทีที่เลื่อนแว่นขึ้นบนสันจมูก เปลี่ยนจากชุดนอนสีน้ำตาลเข้มเป็นเสื้อคลุมขาวสลับน้ำเงินด้วยความเร็วเหลือเชื่ออันเกิดจากความเคยชิน ยังไงซะชุดนี้ก็ไม่มีกระดุมมากเท่าไหร่ ทำให้อากาศหนาวไม่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนเสื้อมากนัก

เมื่อระฆังดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม เอ็ดเวิร์ดก็ออกจากห้องของตัวเองไปแล้ว ทุกคนจะต้องออกไปจากห้องพักก่อนฟ้าขึ้นสีเรื่อหรืออีกความหมายหนึ่งคือระฆังครั้งที่สี่ เมื่อครั้งที่ห้าดัง จะต้องไม่มีใครเหลืออยู่ภายในตัวอาคารอีกต่อไป เขายังไม่รู้กฎในวันแรกที่ย้ายเข้ามา แต่เอ็ดเวิร์ดตั้งเป้าไว้แน่นอนแล้วว่าจะต้องไม่มีรายการล้างจานสามเดือนอีกเป็นครั้งที่สอง

เขาเดินไปรวมกับทุกคนที่โรงอาหาร ตึกหินเก่าแก่ทำท่าจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ ทุกคนใส่เสื้อคลุมขาวน้ำเงินแบบเดียวกัน มีบางคนเท่านั้นที่มีแถบสีเหลืองติดที่รอบแขน หนึ่งแถบบ้าง สองแถบบ้าง ณ เวลานี้ยังไม่มีใครพูดอะไร สำหรับนักบวชชั้นฝึกหัดอย่างเขาและคนที่นี่ จะพูดได้ก็ต่อเมื่อเวลาอาหารจบลงแล้วเท่านั้น ยังไงก็เถอะ เอ็ดเวิร์ดไม่ค่อยรู้จักคนรอบตัวเขามากนัก และไม่คิดจะทำความรู้จักไปมากกว่าที่จำเป็

ระฆังดังขึ้นเป็นครั้งที่สี่ เป็นสัญญาณให้นั่ง เก้าอี้ไม้เก่าคร่ำคร่า บนโต๊ะยาวจากหัวห้องไปจนถึงท้ายห้องมีชามวางเรียงรายไว้แล้ว แต่ละชามใส่ซุปผักใส ข้างจานมีขนมปังให้หนึ่งชิ้น เป็นอันว่าพอกับอาหารเช้า

*****

เซ็ทข้าวแกงปริศนา : รู้สึกเหมือนจะเคยแปะตอนแรกตอนย้าย journal ใหม่ ๆ แต่ไหน ๆ ก็คงไม่มีปัญญาเขียนตอนที่สอง --- เล่านิดนึงละกันนะคะ ข้าวแกงที่ว่าเป็นปัญหาคืออยู่ ๆ ข้าวแกงสำเร็จรูปในโรงครัวเอดินเบิร์กก็หายไปหมดโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย แถมอาหารที่เหลืออยู่บางชนิดก็มียาพิษใส่ไว้ซะอีก ทำให้ริชาร์ดต้องออกมาสางปมปริศนาโดยมีบาโรเป็นบอดี้การ์ดของนักเวทย์ผู้อ่อนแอ (จริง ๆ แล้วแกแค่อยากได้คนแบกของน่ะ) คนร้ายจริง ๆ แล้วเป็นเสธของหอประชาชนที่เอียงซ้ายจัดถึงจัดมากและไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงกับการให้นักเรียนกินดีอยู่ดีกว่าคนอื่น ๆ เลยคิดวางแผนวินาศกรรมอาหารเพื่อแสดงเจตนารมณ์ สุดท้ายบาโรปล่อยหมอนี่ไปแล้วให้ป้อมอัศวินช่วยออกค่าเสียหายให้ ทำให้โรเวนต้องมาปวดหัวติดตัวแดงถึงปัจจุบันนี้..

Vignette เหตุเกิดในเล่มสี่ : สงครามเอเดน - เดมอสกับบรรดาตัวประกอบและหัวใจกษัตริย์ เกือบจบแล้ว แต่ก่อนจะจบก็ได้ทุนซะก่อนน่ะค่ะ...กว่าจะหันมาจิ้ม ๆ ดูอีกที fandom บารามอสก็ไม่เหลือแล้ว แต่จะทิ้งไว้สนิทเลยก็เสียดายน่ะ ฟิคไทยรีไซเคิลไม่ได้ด้วย (จะว่าไป โพสต์นี้ก็อยากแปะอันนี้แหละมากที่สุด)

สินค้าตัวอย่าง :

"แผลไม่หนักหนาสาหัสอะไรมากครับ พักผ่อนให้สบาย อีกสักวันสองวันก็น่าจะกลับสนามรบได้แล้ว แต่ต้องไม่ฝืนตัวเองเกินไปนะครับ" เด็กหนุ่มหน้าตาดีในชุดเครื่องแบบของกองเดินสารอธิบายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยน เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งในเต็นท์พยาบาลทหารที่เพิ่งถูกส่งกลับมาจากแนวหน้า เต็นท์ที่เต็มไปด้วยเสียงโอดครวญของคนเจ็บ กลิ่นของความตาย กับความเครียดที่ปะทุขึ้นเอา ๆ ของบรรดาแพทย์สนามผู้มีงานล้นมือ

ตามปกติแล้ว รอยยิ้มนี้ควรได้รับตอบแทนด้วยรอยยิ้มจากผู้ป่วยเช่นกัน แต่ที่นี่ไม่ใช่โรงหมอปกติ และสนามรบนี้ก็ไม่ใช่สนามรบปกติ

"ไม่ฝืน หมายความว่าจะให้ฉันไปทำตัวเป็นตัวถ่วงเขาน่ะรึ เจ้าหนุ่ม กองฉันตายหมดแล้ว จะฝืนไม่ฝืนเดี๋ยวฉันก็ต้องตาย นักรบก็ต้องตายในศึกใหญ่ เรื่องธรรมดา"

นักรบบาดเจ็บชาวคาโนวาลแยกเขี้ยวให้เด็กหนุ่มที่เริ่มขมวดคิ้วขึ้นเป็นครั้งแรก

"ดูจากเสื้อของเธอแล้ว คงเป็นกองเดินสารที่ส่งมาจากเอดินเบิร์กสินะ กองทัพทำงานได้เพราะทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง ข่าวสารในสมรภูมิมีค่าพอจะฆ่าคนได้เป็นร้อย ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่"

"ผม..."

เด็กหนุ่มขยับปากจะตอบ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะทันได้พูดอะไรมากกว่านั้น เสียงแตรปรับขบวนก็ดังตัดผ่านอากาศมาจากทิศของสนามรบ พร้อม ๆ กับเสียงตะโกนเอะอะลั่นค่ายที่เหมือนจะมาจากทุกสารทิศ ทั้งเสียงม้า เสียงคน เสียงดาบ และเสียงเวทย์

"แย่แล้ว"

เขาอุทาน ก่อนจะยันตัวขึ้นอย่างเร่งรีบด้วยคทาเวทมนตร์ที่เปลี่ยนสภาพมาเป็นไม้เท้าเฉพาะกิจ นายทหารจากคาโนวาลมองปฎิกิริยาของเด็กหนุ่ม จึงปรากฎรอยยิ้มกร้านขึ้นได้บ้าง

"นั่นไง เจ้าหนุ่ม งานของเธอมาแล้วใช่ไหมล่ะ"

พูดพลางชี้มือข้างที่ไม่ได้ใส่เฝือกไปที่ปากทางเข้าเต็นท์ แม้จะอยู่ในมุมลึกสำหรับผู้ป่วยอาการหนัก ก็ยังสามารถเห็นเด็กหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งกำลังพยายามเตรียมม้าเร็วอย่างรีบร้อนทุลักทุเล ระยะทางไกลกับความวุ่นวายเองก็ไม่สามารถปิดบังชุดเครื่องแบบของกองเดินสารที่ทุกคนใส่อยู่ได้

"กลับไปทำงานของเธอซะ"

เด็กหนุ่มหันมามองหน้าเขาเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนใจ เขาหันกลับไปทางออกของเต็นท์ วิ่งออกไปหาเพื่อน ๆ ซึ่งโบกมือพลางตะโกนเรียกในทันทีที่เห็นเขาปรากฎตัวจากเต็นท์พยาบาลสนาม

ผมแค่อยากทำทุกอย่างที่ทำได้

นักรบคาโนวาลไม่ได้ยินเสียงเบา ๆ ของเด็กคนนั้น เสียงของเด็กหนุ่ม ที่เหมือนจะตอบกับตัวเองมากกว่ากับใครที่ไหนในโลก

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เขาก็แค่อยากทำทุกอย่างที่ทำได้ พยายามให้สุดกำลัง สุดหัวใจ อย่างน้อยจะได้มีคำปลอบโยนยามผิดหวังว่า ทำดีที่สุดแล้ว...

เขาแค่อยากทำทุกอย่างที่ทำได้ ก็เท่านั้น

ฟ้ามืด พระจันทร์ส่องแสงสว่าง นวลเย็นอย่างไม่น่าเชื่อท่ามกลางแสงสีแดงร้อนของคบไฟนับพันในค่ายพัก เสียงคนยังคงดังพลุกพล่าน แม้ว่าทหารส่วนใหญ่จะเข้าพักไปแล้ว แต่สำหรับเวรยาม คนครัว ผู้ดูแลม้า หน่วยหาเสบียง ไปถึงหน่วยอื่น ๆ มากมายจิปาถะที่ประกอบตัวกันขึ้นมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า ทัพแห่งเอเดนแล้ว มันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของอีกหนึ่งคืนที่ยาว สับสน และวุ่นวาย

องเจลิน่า โรมานอฟ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะล้มตัวลงดังโครมบนผ้าที่วางไว้บนกองฟางแทนเตียง เธอรู้สึกเหมือนว่างานของวันนี้เหนื่อยเป็นพิเศษ สายตาที่จ้องมองเพดานก็พร่ามัวอย่างที่ไม่ค่อยจะเป็น แม้กระทั่งในช่วงของการสอบที่หนักหนาที่สุ

ฝันร้าย ทุกอย่างเหมือนกับฝันร้าย นับตั้งแต่วันนั้นที่เอดินเบิร์ก

เฟริน เดอโบโรว์ หัวหน้าชั้นปีที่พึ่งไม่ได้ นายคนนั้นที่พึ่งไม่เคยได้ คนที่เอาแต่ทำหน้าทะเล้น หาเรื่องยุ่งมาให้คนอื่นวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน คนที่เคยเป็นเฟริน เดอโบโรว์คนนั้นในยามที่สันติสุขเปี่ยมล้นราวกับเป็นเรื่องโกหก...แค่วันนั้น แค่วันนั้นวันเดียว เขาก็กลายเป็นอะไรสักอย่าง ไม่ใช่คนที่เธอรู้จักอีกต่อไป

เฟลิโอน่า เกรเดเวล เจ้าหญิงเดมอส ธิดาแห่งความมืด ลูกสาวของจ้าวปีศาจเอวิเดส ศัตรูของพวกเธอในคราวนี้ ศัตรูที่ผ่านมาตลอดห้าพันปี...

เฟริน เป็นสิ่งที่แตกต่างจากพวกเธอขนาดนี้เชียวหรือ

แค่คิด แองเจลิน่าก็ไม่สามารถยับยั้งมือของตัวเองไม่ให้สั่นได้ เป็นอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่วันนั้นที่เอดินเบิร์ก ที่เพื่อนกลายเป็นศัตรูขายชาติ ที่หมอนั่นกลายเป็นเทพีสงคราม กุญแจชัยชนะ...

แย่ที่สุด แย่ที่สุด ไม่ว่าหมอนั่นจะเป็นใคร...

เธอก็ไม่ควรจะกลัวเพื่อนของตัวเอง...ไม่ควรจะกลัวเฟรินไม่ใช่หรือ ยิ่งเป็นเฟริน ยิ่งเป็นเขา...เธอก็ยิ่งไม่ควรแม้แต่จะคิดว่า สิ่งที่เธอรู้จักจะไม่มีอยู่จริง ไม่ใช่หรือ

เธอเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้

ตั้งแต่วันนั้นมา ทุกอย่างก็เหมือนเปลี่ยนไป การที่ผู้คุมกฎแห่งป้อมอัศวินกลายเป็นคนทรยศพาธิดาแห่งความมืดหนี เป็นเรื่องใหญ่อย่างคาดไม่ถึงที่สั่นคลอนแม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อคนหลายคนเริ่มกล่าวโทษความเป็นทริสทอร์...

ยังไม่นับรวมถึงเรื่องของคาโล หัวหน้าชั้นปีที่ตั้งแต่ถูกพาตัวกลับมาก็ยิ่งเย็นชา พูดแต่เรื่องงาน คิล หัวหน้าชั้นปีอีกคนที่ได้แต่หัวเราะเหมือนไม่มีอะไร

แต่มีอะไรบางอย่างที่ขาดหายไป

แองเจลิน่ารู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังแหลกสลายไปต่อหน้าต่อตา อะไรบางอย่างที่มีค่ายิ่ง ที่เธอไม่เคยแม้แต่จะมองเห็นในช่วงวารวันอันมีแต่ความสงบสุข เธอพลิกตัวไปอีกข้างหนึ่งของเตียง ข้างที่หันไปทางประตูเข้ากระโจมที่พัก ตอนนี้ทุกคนคงยังอยู่ในโรงครัว กินอะไรก็ได้ที่เหลือจากทหารอันเป็นกองกำลังที่แสนสำคัญ

วันนี้ เสียงหัวเราะของครี้ดเหมือนจะเครียดขึ้น เบาขึ้น โกรธแค้นยิ่งขึ้น หรือเปล่านะ?

หมอนั่นแค้นใครหรือ

วันนี้ ยิ้มของซีบิล เหมือนจะแห้งเหือดลงหรือเปล่า?

หมอนั่นสิ้นหวังกับอะไรหรือ

วันนี้ มาทิลด้าไม่ได้ตบโต๊ะให้ทุกคนอยู่ในความสงบเหมือนเดิม ใช่ไหม?

ทุกคนค่อย ๆ เงียบกันไป เพราะอะไรหรือ

อดถามคำถามพวกนี้ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็รู้คำตอบดี

มีอะไรบางอย่างแตกร้าว เว้าแหว่ง ไม่รู้จะหาเติมเต็มที่ตรงไหน และไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของเพื่อนร่วมป้อมสองคนที่ได้ข่าวว่าหนีหายไปอยู่กับเดมอสแล้วเท่านั้น...แต่ในค่ายทหารที่ใหญ่ราวกับเรื่องโกหก มีแต่เรื่องวุ่นวายราวกับเรื่องโกหก มีแต่คนตายราวกับเรื่องโกหกนี่...เธอไม่รู้เลยว่ามีที่ไหนในนี้ ที่มีช่องว่างให้เสี้ยวหนึ่งของเรื่องธรรมดา ๆ ชีวิตธรรมดา ๆ ในเอดินเบิร์กได้อยู่บ้าง ที่ไหนบ้างที่มีรอยแตกเล็กน้อย ให้พวกเธอได้นึกถึงอาหารของห้องอาหารดราก้อน หรือรายงานของอาจารย์เจ้าชายชามัล ตรงไหนบ้าง ในเมื่อจังหวะของสงครามทั้งรีบเร่ง ทั้งดูสิ้นหวังเสียจนไม่มีเวลาไหนเลยที่เธอจะได้คิดเรื่องอื่นนอกจากสงคราม สงคราม และสิ่งที่เกิดจากสงคราม

ทหารที่มาจากประเทศต่าง ๆ เขาคิดกันอย่างนี้หรือเปล่านะ

แองเจลิน่าไม่ทันได้คิดหาคำตอบของคำถามนั้น เพราะสายตาเหลือบไปเห็นเงาร่างของเพื่อนพากันเดินมา ผ่านแสงคบเพลิงหน้ากระโจมที่พัก คนเดินนำหน้าทุกคนคือคิล ตามหลังด้วยครี้ด เจค เรนอน มาทิลด้า กัส เอ็ดเวิร์ด อาชูร่า คนที่เหลือคงกระจัดกระจายอยู่ที่ไหนสักแห่งในค่าย ที่จริง ๆ แล้วค่อนข้างปลอดภัย แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบนั้นเลยสักนิด

เธอตัดสินใจที่จะแกล้งทำเป็นหลับ ก็ใช้ข้ออ้างว่าเหนื่อยขอตัวออกมาจากโต๊ะอาหารนี่นา จะไม่แสดงให้สมบทบาทก็ไม่ได้ แล้ว...เธอเองก็ไม่ค่อยอยากคุยกับใครมากมายนักในเวลานี้

แม่มดแห่งวิทช์ค่อย ๆ หลับตาลง ปิดโลกที่รับรู้ได้ให้เหลือเพียงการได้ยิน กลิ่น และสัมผัสสาก ๆ ของผ้าปูฟางเท่านั้น


ม้เวลาที่รอบตัวเต็มไปด้วยกลิ่นควันไฟและความตึงเครียดเช่นนี้ นิกส์ก็ยังคงร้องเพลง

ทิวดอร์คิดในใจขณะเท้าแขนนั่งฟังอย่างสงบอยู่ในโรงครัว เขาจัดการกับอาหารเสร็จไปนานแล้ว แต่ด้วยความไม่ง่วงนอน การนั่งปะปนอยู่กับพวกทหารจึงดูเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

ถ้าท่านแม่ได้ยินเข้า จะว่ายังไงกันนะ

เสียงพิณของเพื่อนร่วมชั้นเรียนฟังดูดีกว่าปกติในวันนี้ จังหวะเพลงหนึ่งช้า หวาน เหมือนกับเพลงรักของทหารที่ส่งให้สาวสักคนในดินแดนบ้านเกิด...และก็ดูจะเป็นแบบนั้น เมื่อนายทหารในชุดของกองกำลังสนับสนุนเวนอลคนหนึ่งหน้าแดงไปถึงหู ในขณะที่เพื่อนร่วมกองต่างก็ผิวปากล้อกันใหญ่ ไม่ต่างอะไรจากที่ป้อมอัศวิน

นายทหารคนนั้น อายุไม่น่าจะเกินสิบแปดปี

ปีนี้เขาอายุสิบหก แม้จะอ่อนกว่า แต่เขาก็มั่นใจในฝีมือตัวเองไม่ใช่หรือไง? อย่างโร...หรืออย่างคาโล...อย่างคิล...เขาไม่เชื่อว่าคนที่เขารู้จัก จะมีฝีมือน้อยไปกว่าทหารที่นั่งเรียงรายกันอยู่ที่นี่

น่าเจ็บใจ

เพลงเปลี่ยน จังหวะเปลี่ยน จากดนตรีรักหวานซึ้งกลายเป็นทำนองสูงก้องเหมือนเพลงพื้นบ้านของชุมชนในหุบเขา คนที่เคยเอะอะล้อเลียนกันอยู่เมื่อกี้ก็กลับเงียบลง เพลงนี้ทำให้คิดถึงบ้านหรือเปล่านะ

นิกส์ เพื่อนที่แทบไม่เคยได้คุยกัน หมอนั่นไปเรียนเพลงมากมายพวกนี้มาจากไหน

เขาคิดถึงเพลงประจำท้องถิ่นของวิทช์ เพลงเห่เรือที่พวกคนหนุ่มจะร้องรับกับหญิงสาวขณะข้ามทะเลสาบกว้างใหญ่ที่ใสเหมือนกระจก บางเพลงยังคงเป็นภาษาเก่าของประเทศเขา ภาษาที่ตายไปแล้วเมื่อหลายพันปีก่อนแต่ยังคงหลงเหลืออยู่บ้างในน้ำคำของดนตรี เสียงกระดิ่งที่ผูกข้อเท้าของเด็กเล็ก กับชื่อเฉพาะที่พวกเขาใช้เรียกทะเลสาบจำนวนนับไม่ถ้วนของแผ่นดินเกิดโดยที่คนภายนอกไม่ต้องเข้ามารับรู้

เขาเคยทะเลาะกับท่านแม่ใหญ่โตกับเรื่องที่สุดท้ายแล้วก็ไม่เป็นเรื่อง

ถ้าท่านแม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่แนวหน้า ท่านแม่จะว่าอย่างไรนะ ไม่สิ ยังไงท่านก็ต้องรู้อยู่แล้ว รวมถึงเรื่องปัจจัยเหตุและผลอื่น ๆ ด้วย

นักดนตรีหนุ่มเปลี่ยนเพลงอีกครั้งหนึ่ง เปลี่ยนจังหวะจากช้าและแสนเหงาเป็นเร็ว ดุดัน และเต็มไปด้วยพลังของความโกรธและความภูมิใจ ทิวดอร์อดรู้สึกไม่ได้ว่าเขาเคยได้ยินเพลงนี้มาก่อน จากที่ไหนสักแห่งที่แตกต่างจากที่นี่ราวพลิกฝ่ามือเป็นหลังมือ ดนตรี ดนตรี บทเพลงนี้เป็นของผู้ใด บทเพลงที่ดูเหมือนจะพูดถึงความมั่นใจและปรารถนาอันแรงกล้าของกาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว...

"นายไม่คิดจะนอนหรือไงวันนี้"

โซโร วันวิลเงยหน้าถามเพื่อนร่วมป้อมของเขา หลังจากก้มหน้างุดกับการดูแลดาบเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ดาบดีก็เหมือนกับลูก ถ้าไม่ดูแลบ่อย ๆ ถนอมให้ดี ๆ มันก็มักจะมีอันเป็นไปในทางมิชอบได้

คนที่นั่งตรงข้ามเขา เดท ไฟเออร์ ผู้มักจะหลับได้เสมอไม่เว้นเวลาและสถานที่ไม่เว้นแม้กระทั่งบนต้นไม้กลางวันแสก ๆ กลับนั่งตาโพลงอยู่อย่างไม่มีเค้าของความง่วง ชนิดที่อาจทำให้อาจารย์หลายคนในโรงเรียนพระราชาอาจอ้าปากค้างได้ด้วยความไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพียงแต่ว่า...สีหน้าปลาตายของเดท เป็นสิ่งบอกได้ชัดเจนที่สุดว่าเขาไม่ได้ไม่นอนเพราะรู้สึกว่าตื่นมันสนุกกว่าหลับ

"นอนไม่หลับ"

เป็นคำตอบสั้น ๆ ที่สำหรับโซโรแล้วเป็นตัวยืนยันได้ดีว่าวันสิ้นโลกมีจริง เขาวางดาบลง นั่งจ้องหน้าเพื่อนอย่างที่หวังว่าจะแสดงได้ชัดเจนว่าไม่ตลก

"ไปเจออะไรมาวันนี้"

สีหน้าของนักรบหนุ่มแห่งซาเรสไม่เปลี่ยนแม้แต่กระผีก บางทีเขาอาจจะไม่กระพริบตาก็ได้

"โซโร นายรู้เรื่องประเทศฉันดีแค่ไหน"

ท่าทางไอ้นี่มันจะอยู่ห้องเดียวกับกัสนานเกินไปจนติดนิสัยย้อนคำถามมาซะแล้ว นักดาบแห่งแกรนด์ไลน์คิด คิ้วขมวดมุ่นเมื่อพยายามนึกเรื่องวิชาสังคมศาสตร์เอเดนที่เคยเรียนมา แต่ก็ไม่ได้โล้ไม่ได้พายสักเท่าไรเพราะตัวเองก็หลับตลอดตั้งแต่ปีหนึ่ง

"นิดหน่อย นายก็รู้ว่าฉันนั่งหลับ ส่วนคนซาเรสในป้อมเรา...อาชูร่าก็กินอย่างเดียว นายก็...ไม่ค่อยตื่น แถมบรรยากาศห้องนายมันก็อึมครึมเพราะกัสกับนิกส์ เหลือไอ้คิลอีกคนเดียว มันก็เหมือนจะไม่ค่อยรู้เรื่องโลกภายนอกสักเท่าไหร่" พูดถึงตรงนี้เด็กหนุ่มก็อดหัวเราะขำไม่ได้ "นักฆ่าในหอคอยงาช้าง เจ้าชายในหอคอยงาช้าง กับเจ้าหญิงปากหมา ฉันว่ามันไม่แปลกเอาซะเลยที่ป้อมปีเรามันต้องเจอวิบากกรรมเป็นนิจสิน"

"ตระกูลฟีลมัสน่ะรวย ส่วนอาชูร่า...หมอนั่นมันคงกินดับทุกข์จนติดนิสัย" เดทอธิบายกับคำถามที่ไม่ได้ถามโดยทำเหมือนไม่ได้ยินคำถามตัวจริง ร้ายกว่านั้นคือสีหน้าเพื่อนยิ่งอัพเกรดขึ้นจากปลาตาย เป็นปลาอืด "ฉันเอง เป็นนักรบซาเรส ฉันก็ชินอยู่แล้วเรื่องคนตาย...เพราะงั้นถ้านายคิดว่าฉันช็อกเพราะไปเจออะไรมา เลิกคิดได้เลยเพื่อน"

---


จะว่าไปแล้ว คนไทยพักหลัง ๆ นี่ได้คิดถึงหัวใจกษัตริย์กันบ้างหรือเปล่าหว่า?



(1 comment) - (Post a new comment)


[info]blankpapers
2009-05-27 02:21 am UTC (link)
โห คิดพล็อตเอาไว้เยอะแยะเลย น่าเสียดายจริงๆด้วยที่ตอนนี้พี่ปิดบอร์ดไปแล้ว แหะ แหะ มันดูแลยากน่ะ T_T บอร์ดอื่นก็ไม่รู้จักซะด้วยสิ แต่จริงๆได้ยินว่ายังมีอยู่นะ เคยเห็นมีคนเขียนฟิกของพวกหนุ่มๆตัวประกอบออกมาเยอะแยะเหมือนกัน ที่แน่ๆมีรวมเล่มออกมาขายด้วย น้องที่ทำส่งไปรษณีย์มาให้ เดท กับ นิกส์ มีบทเด่นเชียว

เพิ่งรู้ว่าสุนทรภู่อยู่ฟรานซ์ล่ะ XDDDD เซ็ทกิลดิเรกตลกมากเลย ทั้งเรื่องเปียของกัส เรื่องซาลาเปาของโคลว์ เซ็ตข้าวแกงปริศนา สรุปว่า บาโรสร้างกรรมให้โรเวนมาสางต่อสินะ ยังกะกรณีทิ้งค่าปฏิกรรมสงครามให้ผู้นำคนใหม่มาใช้หนี้ต่อเลยแฮะ

บทสุดท้ายน่าสนใจจัง ถ้าว่างๆเขียนต่อ ก็อย่าลืมมาแปะน้า

หัวใจกษัตริย์... ได้ยินว่าในเว็บหลายๆเว็บ คนไทยบางคนไม่รู้แล้วด้วยซ้ำกว่ากษัตริย์คืออะไร

(Reply to this)


(1 comment) - (Post a new comment)

Create an Account
Forgot your login or password?
Login w/ OpenID
English • Español • Deutsch • Русский…